Smooth F[mH 1080X1920 8Smooth Cover Web Smooth 1177X1460 2

Collagen Biostimulator กระตุ้นคอลลาเจน เคล็บลับผิวอ่อนเยาว์

Collagen Biostimulator ทางเลือกใหม่ในการฟื้นฟูผิวที่ลึกกว่าแค่การเติมเต็ม ด้วยการกระตุ้นให้ร่างกายสร้างคอลลาเจนขึ้นเองอย่างเป็นธรรมชาติ ช่วยให้ผิวแน่น ฟู เรียบเนียน และคงผลลัพธ์ได้ยาวนาน เหมาะสำหรับผู้ที่ต้องการหน้าเด็กแบบไม่โป๊ะ ดูดีขึ้นอย่างต่อเนื่องจากภายในสู่ภายนอก

ในบทความนี้ เราจะพาคุณไปทำความรู้จักกับ Collagen Biostimulator อย่างละเอียด ตั้งแต่หลักการทำงาน ชนิดของสารที่ใช้ ข้อดี จุดแตกต่างจากวิธีอื่น ไปจนถึงวิธีการเตรียมตัวก่อนและหลังทำ เพื่อให้คุณตัดสินใจได้อย่างมั่นใจที่สุด

สารบัญ hide

Collagen Biostimulator คืออะไร?

Collagen Biostimulator คือหนึ่งในนวัตกรรมการฟื้นฟูผิวที่ไม่เพียงแค่เติมเต็มผิวอย่างชั่วคราวเหมือนฟิลเลอร์ทั่วไป แต่จะช่วย กระตุ้นให้ร่างกายสร้างคอลลาเจนใหม่ได้ด้วยตัวเอง อย่างเป็นธรรมชาติ โดยใช้สารที่ปลอดภัยและสามารถย่อยสลายได้เองตามธรรมชาติ

การทำงานของ Biostimulator

เมื่อสาร Biostimulator ถูกฉีดเข้าสู่ชั้นผิว (Dermis หรือ SMAS layer ขึ้นอยู่กับชนิดของสาร) ร่างกายจะเกิดกระบวนการ Inflammatory Response เล็กน้อย กระตุ้นให้เกิดการซ่อมแซมผิว และส่งผลให้มีการสร้างคอลลาเจนและอิลาสตินเพิ่มขึ้นในบริเวณนั้น ทำให้ผิวดูแน่น ฟู เรียบเนียนขึ้นเรื่อยๆ ตามธรรมชาติ

โดยส่วนใหญ่ Biostimulator จะไม่เน้นการเปลี่ยนรูปหน้าแบบฉับพลัน แต่จะค่อยๆ ฟื้นฟูผิวอย่างลึกในระยะยาว ซึ่งเหมาะกับผู้ที่ต้องการหน้าเด็กแบบ "ไม่โป๊ะ"

Collagen Biostimulator ต่างจากฟิลเลอร์ทั่วไปอย่างไร?

หัวข้อBiostimulatorFiller (HA)
วัตถุประสงค์กระตุ้นการสร้างคอลลาเจนระยะยาวเติมเต็มร่องลึกทันที
ระยะเวลาที่เห็นผลค่อยๆ เห็นผลใน 4-6 สัปดาห์เห็นผลทันทีหลังทำ
ผลลัพธ์อยู่นาน12-24 เดือน (ขึ้นกับยี่ห้อ)6-12 เดือน
ความเป็นธรรมชาติผิวแน่นกระชับขึ้นโดยไม่เปลี่ยนรูปหน้าเติมเต็มเฉพาะจุดแบบเฉียบพลัน
การกระตุ้นร่างกายกระตุ้นการฟื้นฟูโดยระบบร่างกายเองไม่กระตุ้นการฟื้นฟู

สารที่ใช้ใน Collagen Biostimulator มีอะไรบ้าง?

สารที่ใช้ใน Collagen Biostimulator จะต้องเป็นสารที่ ย่อยสลายได้เองตามธรรมชาติ และมีคุณสมบัติในการ กระตุ้นเซลล์ไฟโบรบลาสต์ (Fibroblast) ให้ผลิตคอลลาเจนใหม่ขึ้นมาในชั้นผิว

แต่ละชนิดจะมี “โครงสร้างโมเลกุล” และ “พฤติกรรมทางชีวภาพ” ที่แตกต่างกัน ส่งผลต่อความเร็วในการเห็นผล ความลึกของการฟื้นฟู และระยะเวลาที่สารอยู่ในผิว

  1. PLLA – Poly-L-Lactic Acid
    • ลักษณะ: เป็นเม็ดโมเลกุลเล็ก กระตุ้นการสร้างคอลลาเจนอย่างช้าๆ ในชั้นลึก
    • จุดเด่น: ให้ผลลัพธ์ยาวนาน กระตุ้นผิวได้ชัดเจน
    • หมายเหตุ: มักใช้กับบริเวณที่มีการยุบตัวของไขมันใต้ผิว
  2. PDLLA – Poly D, L-Lactic Acid
    1. ลักษณะ: มีความสมดุลระหว่างการกระตุ้นผิวและการสลายตัวของสาร
    2. จุดเด่น: เหมาะกับการกระจายทั่วใบหน้าโดยไม่เกิดก้อนแข็ง
    3. หมายเหตุ: ให้ผลลัพธ์ไวกว่า PLLA และอ่อนโยนต่อผิวมากกว่า
  3. CaHA – Calcium Hydroxylapatite
    • ลักษณะ: เป็นสารแร่คล้ายกับกระดูกมนุษย์ ผสมอยู่ในเจลใส
    • จุดเด่น: ให้วอลลุ่มทันที + กระตุ้นคอลลาเจนระยะยาว
    • หมายเหตุ: ใช้ได้ทั้งเติมและฟื้นฟูในหัตถการเดียวกัน
  4. PCL – Polycaprolactone
    • ลักษณะ: โมเลกุลละลายได้หมด ไม่มีเม็ดค้างในผิว
    • จุดเด่น: ฟื้นฟูผิวทั่วหน้าแบบกระจาย ให้ผลยาวนานกว่า 1 ปี
    • หมายเหตุ: เหมาะกับผู้ที่ไม่ต้องการเห็นรูปหน้าเปลี่ยนทันที
  5. PDO – Polydioxanone
    • ลักษณะ: โครงสร้างคล้ายไหมละลาย มีอายุสั้น
    • จุดเด่น: กระตุ้นคอลลาเจนได้ไว เหมาะกับการฟื้นฟูระยะสั้น
    • หมายเหตุ: นิยมใช้ในผู้ที่เริ่มมีปัญหาผิว และต้องการเห็นผลเร็ว

คอลลาเจนคืออะไร สำคัญยังไงกับผิว?

จริงๆ แล้ว คอลลาเจนเป็นโครงสร้างโปรตีนหลักของผิวหนัง ซึ่งเปรียบเสมือน “โครงสร้างเสาใต้ผิว” ที่ช่วยพยุงให้ผิวแข็งแรง ยืดหยุ่น และดูเต่งตึง โดยคอลลาเจนในร่างกายเราจะมีอยู่หลายชนิด แต่ชนิดที่เกี่ยวข้องกับผิวหนังโดยตรง คือ คอลลาเจนชนิดที่ 1 และ 3 (Type I & III)

คอลลาเจนทำหน้าที่อะไรในผิว?

  • ให้ความยืดหยุ่นและความแน่นฟู: คอลลาเจนทำหน้าที่เหมือนโครงตาข่ายใต้ผิว เมื่อมีคอลลาเจนมากพอ ผิวจะดูเด้ง ตึง และเรียบเนียน
  • ช่วยสมานแผลและซ่อมแซมผิว: คอลลาเจนมีบทบาทในการฟื้นฟูผิวตามธรรมชาติ โดยเฉพาะหลังจากได้รับบาดเจ็บหรือเสื่อมจากแสงแดด
  • รักษาความชุ่มชื้นโดยอ้อม: แม้คอลลาเจนจะไม่ดูดน้ำโดยตรงเหมือน HA (Hyaluronic Acid) แต่ผิวที่มีคอลลาเจนดี จะสามารถกักเก็บน้ำได้ดีกว่า

เมื่ออายุเพิ่มขึ้น คอลลาเจนลดลงอย่างไร?

หลังอายุประมาณ 25 ปี ร่างกายจะผลิตคอลลาเจนลดลงประมาณ 1-1.5% ต่อปี ซึ่งส่งผลให้

  • ผิวเริ่มบางลง ดูเหนื่อยล้า
  • ริ้วรอยเล็กๆ เริ่มปรากฏ โดยเฉพาะรอบดวงตาและร่องแก้ม
  • ผิวหย่อนคล้อย กรอบหน้าเริ่มไม่ชัด
  • รูขุมขนกว้างขึ้น เนื่องจากขาดแรงพยุงจากคอลลาเจนใต้ผิว

หากไม่ได้รับการดูแลหรือกระตุ้นการสร้างคอลลาเจนอย่างเหมาะสม ผิวจะเสื่อมลงอย่างรวดเร็วโดยเฉพาะเมื่อเจอแสงแดด ความเครียด หรือพฤติกรรมทำร้ายผิว

Collagen Biostimulator ต่างจากวิธีอื่นยังไง?

หัตถการที่ช่วยกระตุ้นผิวให้ดูอ่อนเยาว์มีหลายแบบทั้ง ฟิลเลอร์ เมโสหน้าใส เลเซอร์ หรือเทคโนโลยียกกระชับ เช่น Ultherapy Prime, Ultraformer III, Oligio ซึ่งแต่ละอย่างมีเป้าหมายและจุดเด่นต่างกัน

แต่ถ้าพูดถึงหัตถการที่สามารถ “ปลุกคอลลาเจนได้จริงจากระดับเซลล์” โดยไม่เติมสารคงรูปเข้าไปในผิว Collagen Biostimulator จะมีความเฉพาะตัวที่แตกต่างอย่างชัดเจน

Collagen Biostimulator vs ฟิลเลอร์ (HA)

เปรียบเทียบCollagen BiostimulatorFiller (Hyaluronic Acid)
จุดประสงค์หลักกระตุ้นให้ผิวสร้างคอลลาเจนใหม่เองเติมเต็มร่องลึก / ปรับรูปหน้า
เห็นผลเมื่อไร4-8 สัปดาห์ เริ่มเห็นผลชัดเจนใน 2-3 เดือนเห็นผลทันทีหลังฉีด
ความเป็นธรรมชาติหน้าไม่เปลี่ยนรูป ดูแน่นฟูอย่างเป็นธรรมชาติเสริมโครงสร้างใบหน้าโดยตรง
ระยะเวลาคงผลลัพธ์นาน 12-24 เดือน แล้วแต่ยี่ห้อประมาณ 6-12 เดือน ขึ้นกับสูตร
ความเสี่ยงเรื่องหน้าโป๊ะไม่มีรูปทรงให้เปลี่ยนหากเติมมากเกินไป อาจดูไม่ธรรมชาติ

Biostimulator vs เมโสหน้าใส

  • เมโสหน้าใส: ฉีดสารบำรุงผิว เช่น วิตามิน, กรดอะมิโน, เปปไทด์ ฯลฯ เข้าใต้ผิว ช่วยเรื่องผิวชุ่มชื้น ผิวใส ลดรอยดำ
  • Biostimulator: ไม่ใช่การบำรุง แต่ “เป็นการกระตุ้นให้ผิวซ่อมแซมตัวเอง” ซึ่งให้ผลลึกและยาวนานกว่า

เมโสให้ผลไวแต่ผิวฟื้นฟูชั่วคราว, Biostimulator ให้ผลช้าแต่ลึกและถาวรกว่า

Biostimulator vs เทคโนโลยีกระชับผิว (Ultherapy Prime, Ultraformer, Oligio)

เทคโนโลยีผิว (Ultherapy Prime, Ultraformer, Oligio)Collagen Biostimulator
ใช้พลังงาน (คลื่นเสียง/คลื่นวิทยุ)ใช้สารกระตุ้นที่ฉีดเข้าสู่ชั้นผิว
กระตุ้นคอลลาเจนโดยไม่ต้องใช้เข็มต้องใช้เข็มในการลงสารเข้าสู่ชั้นผิว
เหมาะกับการยกกระชับเฉพาะจุดเหมาะกับคนที่ต้องการฟื้นฟูผิวทั้งหน้า
เห็นผลไวแต่ต้องทำซ้ำบ่อยเห็นผลช้าแต่ติดทนนาน 12-24 เดือน

ถ้าเป้าหมายของคุณคือ “หน้าเด็กแบบไม่ต้องพึ่งสารเติมเต็ม” และต้องการให้ผิวแข็งแรงขึ้นจากข้างในในระยะยาว Collagen Biostimulator จะเป็นอีกทางเลือกที่ตอบโจทย์ได้ดีที่สุดครับ

มียี่ห้ออะไรบ้าง? ต่างกันยังไง?

ในตลาด aesthetic ปัจจุบัน มี Collagen Biostimulator ให้เลือกหลายยี่ห้อ ซึ่งแต่ละตัวมีโครงสร้างสารออกฤทธิ์และเทคโนโลยีที่แตกต่างกัน เหมาะกับปัญหาผิวและเป้าหมายการรักษาที่ต่างกันไป

Collagen Biostimulator ยี่ห้อ Juvelook

Juvelook

  • สารออกฤทธิ์: PDLLA + Hyaluronic Acid
  • คุณสมบัติเด่น: เห็นผลไว ผิวใส อิ่มฟูทันที + กระตุ้นคอลลาเจนระยะยาว
  • เหมาะกับ: ผู้ที่ต้องการผิวเนียน กระจ่างใส และรูขุมขนละเอียด
  • ผลลัพธ์: คงอยู่ 12–18 เดือน

Sculptra

  • สารออกฤทธิ์: Poly-L-Lactic Acid (PLLA)
  • คุณสมบัติเด่น: กระตุ้นคอลลาเจนลึก ฟื้นฟูผิวหย่อนคล้อยทั่วใบหน้า
  • เหมาะกับ: ผิวหย่อนคล้อยชัด ร่องแก้มลึก ขมับตอบ แก้มยุบ
  • ผลลัพธ์: อยู่ได้นานสูงสุด 2 ปี

AestheFill

  • สารออกฤทธิ์: Polylactic Acid (PLA)
  • คุณสมบัติเด่น: สร้างโครงสร้างผิวใหม่ ลดริ้วรอยลึกแบบไม่เติมเต็มทันที
  • เหมาะกับ: คนที่ต้องการผลลัพธ์แบบค่อยเป็นค่อยไป หน้าไม่เปลี่ยนทันที
  • ผลลัพธ์: ประมาณ 12–18 เดือน

Collagen Biostimulator ยี่ห้อ Radiesse

Radiesse

  • สารออกฤทธิ์: Calcium Hydroxylapatite (CaHA)
  • คุณสมบัติเด่น: เติมเต็มทันที + กระตุ้นคอลลาเจนไปพร้อมกัน
  • เหมาะกับ: ต้องการความเปลี่ยนแปลงทันที และผลระยะยาว
  • ผลลัพธ์: อยู่ได้ 12–15 เดือน

Gouri

  • สารออกฤทธิ์: PCL (Polycaprolactone) ละลายทั้งโมเลกุล
  • คุณสมบัติเด่น: กระตุ้นคอลลาเจนทั่วหน้าแบบกระจาย ไม่เป็นจุด
  • เหมาะกับ: ผิวบาง หน้าตอบ ต้องการผิวแน่นทั่วทั้งใบหน้า
  • ผลลัพธ์: ประมาณ 12 เดือน

Ultracol

  • สารออกฤทธิ์: PDO (Polydioxanone)
  • คุณสมบัติเด่น: กระตุ้นคอลลาเจนไว เห็นผลเร็ว เหมาะกับการฟื้นฟูผิวในระยะสั้น
  • เหมาะกับ: คนที่เริ่มมีปัญหาผิว ต้องการผิวฟูชั่วคราวแบบปลอดภัย
  • ผลลัพธ์: ประมาณ 6–8 เดือน
ยี่ห้อสารออกฤทธิ์เห็นผลเร็วอยู่ได้นานจุดเด่น
JuvelookPDLLA + HA12–18 เดือนผิวใส + กระตุ้นคอลลาเจน
SculptraPLLAสูงสุด 2 ปีฟื้นฟูผิวลึก หน้าตึงขึ้นเรื่อยๆ
AestheFillPLA12–18 เดือนค่อยเป็นค่อยไป หน้าไม่โป๊ะ
RadiesseCaHA12–15 เดือนเติมทันที + กระตุ้นผิว
GouriPCL12 เดือนผิวแน่นทั่วหน้า ธรรมชาติ
UltracolPDO6–8 เดือนฟื้นฟูเร็ว ผิวบางก็ทำได้

ใครเหมาะกับการทำ Collagen Biostimulator?

Biostimulator ไม่ใช่หัตถการที่ “ใครๆ ก็ทำได้ทันที” แต่จะเหมาะกับคนที่มี ลักษณะผิวหรือเป้าหมายความงามบางอย่าง ซึ่งถ้าตรงกลุ่ม ก็จะได้ผลลัพธ์ที่คุ้มค่าและปลอดภัยกว่ามาก

  1. ผิวเริ่มหย่อนคล้อย แต่ยังไม่อยากผ่าตัด เช่น กรอบหน้าไม่ชัด ร่องแก้มเริ่มมา แต่ยังไม่ถึงขั้นต้องดึงหน้า
  2. มีผิวบาง หรือไม่เหมาะกับการฉีดฟิลเลอร์ เช่น เคยฉีดฟิลเลอร์แล้วเป็นก้อน หรือผิวไม่ทนสารเติมเต็มคงรูป
  3. ต้องการหน้าเด็กแบบไม่โป๊ะ ชอบลุคธรรมชาติ ดูดีแบบคนไม่รู้ว่าทำอะไรมา
  4. มีปัญหารูขุมขนกว้าง ผิวขาดน้ำ ผิวไม่แน่น โดยเฉพาะบริเวณแก้มล่างและใต้ตา ที่การกระตุ้นคอลลาเจนช่วยได้ดี
  5. คนที่ไม่อยากทำบ่อย เพราะ Biostimulator ให้ผลลัพธ์ที่อยู่ได้นาน 1–2 ปี และบางสูตรไม่ต้องฉีดบ่อยครั้ง

ใคร "ไม่เหมาะ" หรือควรปรึกษาแพทย์ก่อน?

  • หญิงตั้งครรภ์หรือให้นมบุตร
  • ผู้มีประวัติแพ้สารหรือวัสดุที่อยู่ในผลิตภัณฑ์
  • ผู้ที่มีโรคผิวหนังเรื้อรังบริเวณที่ต้องทำ
  • ผู้ที่มีโรคภูมิคุ้มกันบกพร่อง หรือใช้ยากดภูมิ
  • ผู้ที่มีแผลอักเสบหรือเป็นสิวอักเสบรุนแรงในบริเวณที่ต้องทำ
  •  

การปรึกษาแพทย์ผู้เชี่ยวชาญเป็นสิ่งสำคัญมาก เพราะแพทย์สามารถประเมิน: ความหนาของชั้นผิว ปริมาณคอลลาเจนที่เหลืออยู่ และเลือกยี่ห้อ Biostimulator ที่เหมาะสมกับปัญหาเฉพาะของคุณ

ก่อนทำ Collagen Biostimulator ต้องเตรียมตัวยังไง?

แม้ว่า Biostimulator จะเป็นหัตถการที่ไม่ต้องผ่าตัดและมีความปลอดภัยสูง แต่เพื่อให้ผลลัพธ์ออกมาดีที่สุดและลดความเสี่ยงในการเกิดอาการไม่พึงประสงค์ ก็มีสิ่งที่คุณควร “เตรียมตัวล่วงหน้า” อย่างรอบคอบ

7 ข้อควรเตรียมตัวก่อนทำ Biostimulator

  1. งดยาแอสไพริน / วิตามิน E / น้ำมันปลา / ยาละลายลิ่มเลือด 5–7 วันก่อนทำ เพราะยากลุ่มนี้อาจเพิ่มความเสี่ยงต่อการ “ช้ำง่าย” หลังทำ
  2. งดแอลกอฮอล์อย่างน้อย 24–48 ชั่วโมงก่อนเข้ารับบริการ แอลกอฮอล์มีผลต่อหลอดเลือด อาจทำให้บวมและช้ำง่ายขึ้น
  3. พักผ่อนให้เพียงพอในคืนก่อนทำ เพื่อให้ร่างกายอยู่ในภาวะสมดุล พร้อมฟื้นฟูคอลลาเจนได้ดี
  4. หลีกเลี่ยงการแต่งหน้าจัดในวันที่เข้ารับบริการ เพื่อให้ผิวสะอาด ปลอดภัย ไม่ปนเปื้อนเชื้อในบริเวณที่ทำ
  5. หากมีโรคประจำตัว หรือแพ้ยา ควรแจ้งแพทย์ล่วงหน้า โดยเฉพาะโรคเลือด, แพ้ยาชา, ใช้ยากดภูมิ หรืออยู่ระหว่างรักษาโรคมะเร็ง
  6. แจ้งประวัติการทำหัตถการผิวหน้าในช่วง 1–2 เดือนที่ผ่านมา เช่น เลเซอร์, RF, HIFU, ฉีดฟิลเลอร์, โบท็อกซ์ ฯลฯ เพราะบางอย่างอาจต้องเว้นระยะก่อนทำ Biostimulator
  7. เตรียมใจว่า Biostimulator ไม่ใช่หัตถการเห็นผลทันที คนที่คาดหวังให้เห็นผลในวันรุ่งขึ้นอาจไม่เหมาะ เพราะผลลัพธ์จะ “ค่อยๆ ดีขึ้น” ในระยะ 1–3 เดือน

ถ้าคุณมีประวัติแพ้ง่าย หรือเคยเกิดผังผืดใต้ผิวมาก่อน ควรให้แพทย์ประเมินอย่างละเอียด เพราะ Biostimulator ทำงานโดยการกระตุ้นเซลล์และคอลลาเจน หากมีความผิดปกติของการสมานแผลอาจต้องใช้ยี่ห้อที่เหมาะสมมากขึ้น

ขั้นตอนการทำ Collagen Biostimulator เป็นยังไง?

หลายคนอาจกังวลว่า Biostimulator เป็นการ “ฉีด” แล้วจะเจ็บหรือซับซ้อนหรือเปล่า? จริงๆ แล้วขั้นตอนทั้งหมดเป็นแบบไม่ต้องผ่าตัด และอยู่ภายใต้การดูแลของแพทย์ตลอด 100% ใช้เวลาทำไม่นาน และกลับบ้านได้ทันที

  1. ประเมินใบหน้าและผิวโดยแพทย์ ตรวจสภาพผิว ความหย่อนคล้อย จุดที่ควรฟื้นฟู และเลือกยี่ห้อ Biostimulator ที่เหมาะสม เช่น Gouri สำหรับผิวบางทั่วหน้า หรือ Sculptra สำหรับคนที่มีโครงหน้าตอบ
  2. ถ่ายรูป Before เพื่อใช้เปรียบเทียบผลลัพธ์ โดยเฉพาะหากทำคอร์ส 2-3 ครั้ง ภาพก่อน-หลังจะช่วยให้เห็นผลชัดเจนขึ้น
  3. ทำความสะอาดผิว และทายาชาเฉพาะจุด (เฉพาะบางเคส) เพื่อให้ผิวสะอาด ปลอดเชื้อ และลดความรู้สึกเจ็บขณะทำ บางยี่ห้อเช่น Juvelook ไม่จำเป็นต้องใช้ยาชาก็ได้ เนื่องจากเข็มเล็กและสารไม่ระคายเคือง
  4. ลง Biostimulator ด้วยเทคนิคเฉพาะของแพทย์ แพทย์จะใช้เข็มขนาดเล็กพิเศษหรือเข็มปลายทู่ (Cannula) เพื่อกระจายสารเข้าสู่ชั้นผิวที่เหมาะสม จุดที่ฉีดขึ้นอยู่กับยี่ห้อและผลลัพธ์ที่ต้องการ เช่น กรอบหน้า, แก้มล่าง, ขมับ, ใต้ตา
  5. ประคบเย็น / นวดเบาๆ (เฉพาะบางจุด) เพื่อให้ตัวยากระจายสม่ำเสมอ และลดอาการบวมในจุดที่มีการลงสารมาก
  6. แนะนำการดูแลหลังทำ + นัดติดตามผล แพทย์จะแจ้งวิธีดูแลผิวหลังทำ เช่น หลีกเลี่ยงแดด, งดแอลกอฮอล์ และอาจนัดประเมินผลอีกครั้งใน 4-6 สัปดาห์

ใช้เวลาทำนานไหม?

  • โดยปกติใช้เวลา 30–60 นาที รวมเวลาเตรียมตัว
  • หากทำทั้งใบหน้า อาจใช้เวลานานขึ้นเล็กน้อย ขึ้นอยู่กับจำนวนจุดและชนิดของ Biostimulator ที่ใช้

หลังทำ Collagen Biostimulator ต้องดูแลยังไง?

หลังจากทำ Biostimulator แล้ว แม้จะไม่ต้องพักฟื้นนานเหมือนการผ่าตัด แต่ก็มีบางพฤติกรรมที่ควรหลีกเลี่ยงในช่วงแรก เพื่อให้ตัวยาทำงานได้เต็มประสิทธิภาพ และลดโอกาสการเกิดผลข้างเคียง เช่น บวม หรือเป็นก้อนใต้ผิว

สิ่งที่ควรทำหลังฉีด

  • ประคบเย็นเบาๆ ภายใน 24 ชั่วโมงแรก เพื่อลดอาการบวมแดง โดยเฉพาะในบริเวณที่มีจุดฉีดหลายจุด เช่น แก้มล่างหรือขมับ
  • นอนศีรษะสูง 1-2 คืน ช่วยลดการสะสมของน้ำหรืออาการบวมที่อาจเกิดขึ้นหลังฉีด
  • ดื่มน้ำเยอะๆ และนอนหลับพักผ่อนให้เพียงพอ เพื่อให้ร่างกายสามารถฟื้นฟูและสร้างคอลลาเจนได้อย่างมีประสิทธิภาพ
  • สามารถแต่งหน้าเบาๆ ได้หลัง 24 ชม. (หากไม่มีอาการบวมแดง) ใช้ผลิตภัณฑ์อ่อนโยน หลีกเลี่ยงการใช้แปรงหรือฟองน้ำถูผิวแรงๆ

สิ่งที่ควรเลี่ยงในช่วง 48–72 ชั่วโมงแรก

  • งดการนวดหน้าหรือกดแรงบริเวณที่ทำ
  • งดออกกำลังกายหนัก / ซาวน่า / อบไอน้ำ
  • งดแอลกอฮอล์ และอาหารเผ็ดร้อน
  • หลีกเลี่ยงแสงแดดจัดและความร้อนทุกชนิด

ช่วงแรกผิวยังบอบบาง และมีการอักเสบระดับไมโคร หากกระตุ้นมากเกินไป อาจทำให้เกิดการย่อยสลายของสารเร็วเกิน หรือเกิดก้อนแข็งใต้ผิวได้

อาการที่อาจพบหลังทำ (และเป็นเรื่องปกติ)

  • บวมเล็กน้อยบริเวณที่ฉีด
  • รอยแดง จุดเข็ม หรือช้ำจางๆ
  • รู้สึกตึงผิวหรือแน่นผิว

อาการเหล่านี้มักหายได้เองภายใน 2–5 วัน หากเกินกว่านั้นควรกลับมาพบแพทย์เพื่อประเมินซ้ำ

Biostimulator ช่วยเรื่องอะไรได้บ้าง?

Collagen Biostimulator ไม่ใช่แค่การ “บำรุงผิวทั่วไป” แต่เป็นการฟื้นฟูจากระดับเซลล์ลึก ช่วยแก้ปัญหาที่คอลลาเจนลดลงตามวัยได้อย่างตรงจุด ทำให้ผิวกลับมาแน่น กระชับ และดูเด็กลงอย่างเป็นธรรมชาติ

ปัญหาที่ Biostimulator ช่วยฟื้นฟูได้ดี

  1. ริ้วรอยเล็ก ร่องลึก เช่น ร่องแก้ม ร่องน้ำหมาก ขมับตอบ หน้าผากมีรอยย่น Biostimulator ช่วยเติมเต็ม “จากการกระตุ้นผิว” ไม่ใช่การเติมสารให้พองทันทีแบบฟิลเลอร์
  2. ผิวหย่อนคล้อย กรอบหน้าไม่ชัด เมื่อคอลลาเจนเสื่อมลง ผิวจะขาดแรงพยุง ทำให้หน้าดูอ่อนล้า Biostimulator ช่วยให้โครงสร้างผิวแข็งแรงขึ้น ดูกระชับขึ้นเรื่อยๆ
  3. ผิวบาง เหี่ยวย่นจากแสงแดดหรืออายุ โดยเฉพาะใต้ตา ขมับ คอ หรือหลังมือ Biostimulator ช่วยเพิ่มความหนาแน่นของชั้นผิว ทำให้ผิวดูแน่นและแข็งแรงขึ้น
  4. รูขุมขนกว้าง ผิวไม่เรียบเนียน คอลลาเจนที่ลดลงทำให้รูขุมขนขยายตัว การฟื้นฟูจากใต้ผิวจะช่วยให้รูขุมขนกระชับและผิวดูละเอียดขึ้น
  5. สีผิวไม่สม่ำเสมอ ดูหมอง โทรมง่าย เมื่อผิวแข็งแรงขึ้นจากภายใน จะสะท้อนแสงได้ดีขึ้นโดยอัตโนมัติ ผิวดูไบรท์แบบ “ไม่ต้องทาอะไรเพิ่ม”

Biostimulator ราคาเท่าไหร่?

ราคาของ Biostimulator จะขึ้นอยู่กับหลายปัจจัย ทั้งชนิดของสารที่ใช้ ปริมาณที่ต้องฉีด และเทคนิคเฉพาะของแพทย์ผู้ฉีด โดยทั่วไป จะคิดตาม “จำนวน cc” หรือ “จำนวน vial” ที่ใช้จริง ซึ่งแต่ละยี่ห้อจะมีขนาดและคุณสมบัติแตกต่างกัน

ราคาเฉลี่ยของ Biostimulator ในคลินิกทั่วไป

ยี่ห้อราคาต่อ 1 vial (โดยประมาณ)จุดเด่น
Juvelook12,000 – 18,000 บาทเห็นผลไว ผิวใส อิ่มน้ำทันที
Sculptra25,000 – 35,000 บาทผลลัพธ์นานสุด ฟื้นฟูโครงสร้างลึก
AestheFill20,000 – 30,000 บาทฟื้นฟูผิวแบบค่อยเป็นค่อยไป
Radiesse18,000 – 25,000 บาทเติมทันที + กระตุ้นผิวระยะยาว
Gouri22,000 – 32,000 บาทหน้าแน่น ผิวเนียนทั่วใบหน้า
Ultracol12,000 – 16,000 บาทเหมาะกับฟื้นฟูเร่งด่วน ผลลัพธ์ระยะสั้น

หมายเหตุ: ราคาอาจมีการเปลี่ยนแปลงตามโปรโมชัน หรือประสบการณ์ของแพทย์

ปัจจัยที่มีผลต่อราคาทำ Biostimulator

  1. ยี่ห้อของ Biostimulator ที่เลือกใช้ ยี่ห้อที่มีเทคโนโลยีใหม่กว่า หรืออยู่นานกว่า มักมีราคาสูงกว่า
  2. ปริมาณที่ใช้ (cc หรือ vial) เช่น การทำทั่วหน้า อาจใช้ 1–2 vial ในขณะที่บางจุดใช้เพียงครึ่งเดียวก็พอ
  3. บริเวณที่ทำ บางจุดต้องใช้เทคนิคพิเศษ เช่น ใต้ตา ขมับ คอ หรือหลังมือ อาจมีค่าบริการเพิ่มเติม
  4. ประสบการณ์ของแพทย์ คลินิกที่มีแพทย์เฉพาะทางด้านผิวหนังหรือเวชศาสตร์ชะลอวัย จะมีเทคนิคการฉีดที่แม่นยำและปลอดภัยกว่า
  5. โปรโมชั่นและคอร์ส หากซื้อเป็นคอร์ส 2–3 ครั้ง ราคาต่อครั้งอาจถูกลง และรวมบริการเสริมอื่นๆ เช่น ทรีตเมนต์ผิวหลังทำ

เคล็ดลับการเลือกโปรแกรม Biostimulator ให้คุ้มค่า

  • ดูรีวิวก่อน–หลังจากคนไข้จริง
  • ตรวจสอบว่าเป็นผลิตภัณฑ์ ของแท้ผ่าน อย.
  • เลือกแพทย์ที่มีประสบการณ์ด้านการฟื้นฟูผิวโดยเฉพาะ
  • อย่าพิจารณาแค่ “ราคาต่อเข็ม” แต่ดูว่าใช้ ยี่ห้ออะไร ปริมาณเท่าไร และมีการติดตามผลหรือไม่

Biostimulator อันตรายไหม?

เป็นหัตถการที่มี ความปลอดภัยสูง เมื่อทำโดยแพทย์ผู้เชี่ยวชาญ และใช้ผลิตภัณฑ์ที่ได้รับการรับรองจาก อย. เนื่องจากสารที่ใช้เป็นสารที่ “ย่อยสลายได้เองตามธรรมชาติ” และไม่ก่อให้เกิดสารตกค้างในร่างกาย

อย่างไรก็ตาม เหมือนกับหัตถการทางการแพทย์ทุกประเภท การฉีด Biostimulator ก็มีโอกาสเกิดผลข้างเคียงได้ หากไม่ปฏิบัติตามคำแนะนำ หรือใช้ในเคสที่ไม่เหมาะสม

ผลข้างเคียงที่อาจพบได้ (และพบได้บ่อยแต่ไม่อันตราย)

  1. บวม แดง หรือช้ำเล็กน้อย บริเวณที่ฉีดอาจบวมอยู่ 1–3 วัน และจางลงเอง
  2. รู้สึกตึงหรือแน่นผิวบริเวณที่ทำ โดยเฉพาะในช่วง 1–2 สัปดาห์แรก เนื่องจากผิวกำลังเริ่มฟื้นฟ
  3. รู้สึกเหมือนมีก้อนเล็กๆ ใต้ผิว (ชั่วคราว) พบได้บางเคส โดยเฉพาะหากไม่ได้นวดหรือดูแลผิวหลังทำตามคำแนะนำ มักจะยุบไปเองภายในไม่กี่สัปดาห์

ผลข้างเคียงที่พบได้น้อย (แต่ควรพบแพทย์ทันที)

  • อาการแพ้ เช่น ผื่นแดง คัน หรือบวมผิดปกติ
  • เกิดการติดเชื้อเฉพาะจุด (หากบริเวณที่ทำไม่สะอาด)
  • การเกิดก้อนแข็งหรือพังผืดใต้ผิว (พบได้น้อยมากหากใช้เทคนิคที่ไม่ถูกต้อง)

วิธีลดความเสี่ยงให้ปลอดภัย 100%

  1. เลือกทำกับแพทย์เฉพาะทาง ที่มีประสบการณ์ด้าน Biostimulator โดยตรง
  2. ใช้ผลิตภัณฑ์ที่ผ่าน อย. ไทย เท่านั้น และตรวจสอบแหล่งที่มาของยาได้
  3. เตรียมตัวและดูแลหลังทำตามคำแนะนำอย่างเคร่งครัด
  4. แจ้งประวัติโรคประจำตัวและการใช้ยาทั้งหมด ให้แพทย์ทราบก่อนเข้ารับบริการ

ใช้เวลานานแค่ไหนถึงจะเห็นผล?

  • ช่วง 7–14 วันแรก: ผิวจะเริ่มดูอิ่มฟูขึ้นเล็กน้อย โดยเฉพาะหากใช้สูตรที่ผสม HA เช่น Juvelook
  • ช่วง 3–4 สัปดาห์: เริ่มเห็นความเปลี่ยนแปลงชัดเจน เช่น ผิวแน่นขึ้น รูขุมขนเล็กลง ริ้วรอยตื้นลง
  • ช่วง 6–8 สัปดาห์: คอลลาเจนที่สร้างใหม่เริ่มเข้าที่ ผิวโดยรวมจะดูดีขึ้นอย่างชัดเจน
  • ช่วง 3 เดือนขึ้นไป: เห็นผลเต็มที่ ผิวกระชับ ฟู และแน่นขึ้นทั่วใบหน้าแบบเป็นธรรมชาติ

Biostimulator อยู่ได้นานแค่ไหน?

ขึ้นอยู่กับชนิดของสารที่ใช้และสภาพผิวแต่ละคน แต่โดยทั่วไป

ยี่ห้อระยะเวลาคงผลลัพธ์
Juvelook12–18 เดือน
Sculptraสูงสุด 24 เดือน
AestheFill12–18 เดือน
Gouri10–12 เดือน
Radiesse12–15 เดือน
Ultracol6–8 เดือน

Biostimulator ต้องทำบ่อยไหม?

ความถี่ในการทำ Biostimulator ที่แนะนำ

  1. ครั้งแรก: ส่วนใหญ่แพทย์จะแนะนำ ทำต่อเนื่อง 2–3 ครั้ง ห่างกันทุก 4–6 สัปดาห์ เพื่อกระตุ้นการสร้างคอลลาเจนให้ต่อเนื่องและเห็นผลชัดเจนยิ่งขึ้น
  2. การบำรุงผลลัพธ์: เมื่อครบคอร์สแล้ว แนะนำให้ทำ “ปีละ 1 ครั้ง” เพื่อรักษาคุณภาพผิวและป้องกันผิวเสื่อมตามวัย

Biostimulator ของแท้ดูยังไง?

การเลือกใช้ Biostimulator ของแท้ ไม่ใช่แค่เรื่อง “คุณภาพผิว” แต่เป็นเรื่อง “ความปลอดภัยในระยะยาว” ด้วย เพราะสารที่ใช้จะอยู่ใต้ผิวคุณไปอีกหลายเดือน การใช้ของปลอมหรือของไม่ได้มาตรฐาน อาจทำให้เกิดผลข้างเคียงเรื้อรัง เช่น ก้อนแข็ง การอักเสบ หรือผิวผิดรูปถาวร

วิธีเช็กว่า Biostimulator ที่ใช้ “ของแท้” หรือไม่

  1. มีฉลากภาษาไทย และเลข อย. ชัดเจน ผลิตภัณฑ์ Biostimulator ที่ผ่าน อย. จะต้องมีฉลากภาษาไทย พร้อมระบุ ชื่อยี่ห้อ, ประเทศผู้ผลิต, วันหมดอายุ และเลขที่ อย.
  2. มี QR Code หรือ Serial Number สำหรับตรวจสอบ ยี่ห้อใหม่ๆ เช่น Juvelook, Sculptra หรือ Gouri มักมีรหัสเฉพาะกล่อง ซึ่งแพทย์สามารถเปิดให้คุณสแกนดูได้ว่า “ยังไม่ถูกใช้งานมาก่อน”
  3. สังเกตลักษณะบรรจุภัณฑ์ กล่องต้องปิดสนิท ไม่มีรอยเปิด ไม่มีคราบกาว หรือรอยซีลที่ผิดปกติ ข้างกล่องและขวดต้องไม่มีลอก พิมพ์เลือน หรือข้อความซ้ำซ้อน
  4. ขอดูขวดก่อนผสมและก่อนฉีด คุณสามารถ ขอดูขวดจริงก่อนทำได้เสมอ เพื่อให้มั่นใจว่าไม่ได้ใช้ “ของเหลือ” จากเคสอื่น
  5. ฉีดโดยแพทย์ประจำคลินิก ไม่ใช่หมอเถื่อนนอกระบบ คลินิกที่ใช้ของแท้มักมีการติดป้ายยี่ห้อ + ใบรับรอง + แพทย์ประจำชัดเจน หากมีบริการนอกสถานที่ (บ้าน โรงแรม) ควรระวังเป็นพิเศษ เพราะเข้าข่ายผิดกฎหมาย

หมอแนะนำ: อย่าเลือกเพราะ “ราคาถูกผิดปกติ” เพราะอาจจบลงด้วยค่ารักษาผลข้างเคียงที่แพงยิ่งกว่า

สรุป

Collagen Biostimulator คือทางเลือกใหม่ของการฟื้นฟูผิวที่ลึกและยั่งยืน ด้วยการกระตุ้นร่างกายให้สร้างคอลลาเจนเองอย่างเป็นธรรมชาติ ไม่ต้องพึ่งสารเติมเต็มทันที ช่วยให้ผิวแน่นกระชับ ริ้วรอยจางลง หน้าเด็กลงอย่างปลอดภัยและไม่โป๊ะ เหมาะกับผู้ที่ต้องการผลลัพธ์แบบค่อยเป็นค่อยไป แต่ติดทนนาน หากเลือกยี่ห้อที่เหมาะสม ฉีดโดยแพทย์ผู้เชี่ยวชาญ และดูแลตนเองอย่างถูกวิธี คุณจะได้ผิวที่ดูดีขึ้นเรื่อยๆ อย่างมั่นใจในระยะยาว

หากคุณต้องการผลลัพธ์ผิวกระชับ หน้าเด็กแบบเป็นธรรมชาติ Collagen Biostimulator คือตัวเลือกที่ตอบโจทย์คนยุคนี้ได้อย่างแท้จริงครับ หากสนใจติดต่อ Smooth Clinic ยินดีให้บริการครับ

smooth clinic logo light
Get This Treatment
ติดต่อเรา