Skin Quality เคล็ดลับผิวใส ฉ่ำวาว ไม่ต้องพึ่งฟิลเตอร์
แม้จะดูแลผิวดีแค่ไหน ใช้สกินแคร์ครบทุกขั้นตอน แต่ผิวก็ยังดูหมอง แต่งหน้าไม่ติด รูขุมขนกว้าง ผิวไม่ละเอียดเหมือนที่หวังไว้? สาเหตุหนึ่งอาจมาจาก “คุณภาพผิว” หรือ Skin Quality ที่ยังไม่แข็งแรงเพียงพอ ในทางการแพทย์ “ผิวสุขภาพดี” ไม่ได้ขึ้นอยู่แค่กับความขาวหรือไร้สิว แต่หมายถึงผิวที่มีความชุ่มชื้น อิ่มฟู มีความยืดหยุ่น รูขุมขนกระชับ และสะท้อนแสงได้อย่างเป็นธรรมชาติ ซึ่งทั้งหมดนี้คือหัวใจของการมีผิวใส ฉ่ำวาวแบบไม่ต้องแต่งหน้าหนา บทความนี้หมอจะพาคุณไปรู้จักว่า Skin Quality คืออะไร, ทำไมจึงสำคัญ และหัตถการในคลินิกแบบไหนที่ช่วยฟื้นฟูผิวให้กลับมาแข็งแรง ดูฉ่ำวาวแบบ Glass Skin ได้อย่างปลอดภัยและยั่งยืนครับ
Skin Quality คืออะไร?
Skin Quality คือ คำที่เราใช้เรียกสภาพของผิวที่ “มีคุณภาพดี” ในทุกมิติ ไม่ใช่แค่ขาวหรือไม่มีสิวเท่านั้น แต่รวมถึงผิวที่ชุ่มชื้น อิ่มฟู รูขุมขนกระชับ สีผิวสม่ำเสมอ มีความเรียบเนียน และยืดหยุ่นในตัว ซึ่งทั้งหมดนี้คือพื้นฐานสำคัญของผิวสุขภาพดีที่แท้จริง ในทางการแพทย์ ความหมายของ Skin Quality จะครอบคลุมลึกถึงโครงสร้างผิว เช่น:
- ปริมาณคอลลาเจนและอิลาสตินในชั้นหนังแท้
- ความสามารถในการกักเก็บน้ำของผิว
- สมดุลความมัน-ความชุ่มชื้น
- ระดับการผลัดเซลล์ผิวและกระบวนการซ่อมแซมเซลล์
สิ่งเหล่านี้เป็นปัจจัยเบื้องหลังของ “ผิวใสแบบสุขภาพดี” ที่หลายคนต้องการ ซึ่งไม่สามารถเห็นได้ด้วยตาเปล่าในทันที แต่สามารถรับรู้ได้จากการสัมผัสผิว หรือจากความรู้สึกที่ผิวตอบสนองต่อสกินแคร์หรือการแต่งหน้า
จะรู้ได้ยังไงว่าผิวเรามี Skin Quality ดีหรือไม่?
- ผิวดูใสแม้ไม่ได้แต่งหน้า
- ผิวมีความยืดหยุ่น แตะแล้วเด้ง
- แต่งหน้าแล้วติดทนนาน ไม่แห้งไม่เป็นขุย
- รูขุมขนกระชับ ผิวสัมผัสเรียบลื่น
- ไม่มีอาการแพ้ง่าย แดงง่าย หรือลอกเป็นขุยบ่อยๆ
ทำไมต้องดูแล Skin Quality ที่คลินิก?
จริงๆ แล้วการดูแลผิวให้สวยใสสามารถทำได้หลายทางครับ ทั้งจากการทาครีม รับประทานอาหารที่ดี หรือพักผ่อนให้เพียงพอ แต่ในหลายๆ เคส หมอพบว่า “แค่การดูแลที่บ้านอาจไม่เพียงพอ” โดยเฉพาะในกลุ่มที่มีปัญหาผิวเรื้อรัง เช่น ผิวแห้งสะสม รูขุมขนกว้าง ผิวหมองคล้ำ หรือมีริ้วรอยก่อนวัย การฟื้นฟู Skin Quality ที่คลินิก จึงเป็นทางเลือกที่ “แม่นยำ ลึก และตรงจุดกว่า” เพราะเราสามารถใช้เทคโนโลยีหรือหัตถการทางการแพทย์เข้าไปกระตุ้นการสร้างคอลลาเจน ฟื้นฟูโครงสร้างผิวจากภายในได้อย่างตรงจุด ซึ่งเป็นสิ่งที่สกินแคร์ทั่วไปไม่สามารถทำได้
จุดเด่นของการฟื้นฟู Skin Quality ในคลินิก
- ทำงานลึกถึงชั้นผิวจริง (Dermis / SMAS Layer) ทรีตเมนต์หลายชนิด เช่น Rejuran, Exosome, Ultherapy Prime, Ultraformer III, Sylfirm X Plus, Oligio, ฯลฯ สามารถลงลึกถึงผิวชั้นในเพื่อกระตุ้นการซ่อมแซมเซลล์โดยตรง ต่างจากครีมที่ซึมได้แค่ผิวชั้นนอก
- เห็นผลไวกว่า และมีงานวิจัยรองรับ การฉีดหรือการใช้คลื่นพลังงานมีผลต่อการสร้างคอลลาเจนและอิลาสตินชัดเจนในระยะเวลาอันสั้น บางเคสเห็นผลใน 7–14 วัน
- ออกแบบเฉพาะบุคคลโดยแพทย์ การประเมินผิวด้วยกล้องตรวจ หรือการซักประวัติโดยแพทย์จะช่วยเลือกเทคนิคที่เหมาะกับแต่ละเคส เช่น ผิวมัน ผิวแพ้ง่าย หรือผิวที่ผ่านเลเซอร์มาหลายรอบ
แล้วการดูแลผิวที่บ้านไม่ดีเหรอ?
การดูแลผิวที่บ้านยังคง “จำเป็นและสำคัญ” มากครับ เพียงแต่การทำหัตถการในคลินิกจะช่วย “ย่นระยะเวลา” และ “ปลดล็อกปัญหาผิวเรื้อรัง” ได้ดีกว่า เหมือนการปรับฐานผิวให้แข็งแรงขึ้น จากนั้นค่อยต่อยอดด้วยการบำรุงต่อเนื่อง
Skin Quality ต่างจากฟิลเลอร์และโบท็อกซ์ยังไง?
คำถามนี้หมอเจอบ่อยมากจากคนไข้ครับ หลายคนเข้าใจว่าแค่ฉีดฟิลเลอร์หรือโบท็อกซ์ก็คือการดูแลผิวแล้ว แต่จริงๆ แล้ว Skin Quality กับ ฟิลเลอร์/โบท็อกซ์ มีจุดประสงค์และกลไกการทำงานที่ต่างกันโดยสิ้นเชิงเลยครับ
Skin Quality คือ "ดูแลผิวให้สุขภาพดีจากภายใน"
หัตถการที่เน้น ฟื้นฟู Skin Quality จะมุ่งไปที่การกระตุ้นให้ผิวสร้างคอลลาเจน อิลาสติน และสารเติมเต็มผิวตามธรรมชาติของร่างกายเอง เช่น:
- ฉีด Skin Booster เพื่อเพิ่มความชุ่มชื้น
- Rejuran หรือ Exosome เพื่อซ่อมเซลล์ผิวลึก
- เลเซอร์เพื่อกระตุ้นการผลัดเซลล์ผิวและสร้างผิวใหม่
ผลลัพธ์ที่ได้คือ ผิวละเอียดขึ้น รูขุมขนเล็กลง สีผิวสม่ำเสมอ ดูใสสุขภาพดีแบบไม่ต้องแต่งหน้า
ฟิลเลอร์ = เติมเต็มจุดที่ยุบ
ฟิลเลอร์ (Filler) ใช้เพื่อเติมเต็มร่องลึก เช่น ร่องแก้ม ใต้ตา คาง หน้าผาก หรือขมับที่ยุบลง โดยเติมสารไฮยาลูโรนิคแอซิด (HA) เข้าไปโดยตรง
- ผลคือรูปหน้าดูเต็มขึ้น ไม่โทรม
- เห็นผลทันที
- ไม่ได้เปลี่ยนคุณภาพผิว
โบท็อกซ์ = ยับยั้งการหดตัวของกล้ามเนื้อ
โบท็อกซ์ (Botulinum toxin) ทำหน้าที่ยับยั้งการทำงานของกล้ามเนื้อที่ทำให้เกิดริ้วรอย เช่น ริ้วรอย กราม รอยหน้าผาก รอยตีนกา
- ช่วยให้หน้าดูเรียบตึงขึ้น
- ริ้วรอยดูจางลง
- ไม่ส่งผลต่อความชุ่มชื้นหรือผิวกระจ่างใส
| จุดประสงค์ | Skin Quality | ฟิลเลอร์ | โบท็อกซ์ |
|---|
| ฟื้นฟูผิว | ✅ | ❌ | ❌ |
| เติมร่องลึก | ❌ | ✅ | ❌ |
| ลดริ้วรอย | ✅ (บางประเภท) | ✅ (เล็กน้อย) | ✅ |
| ผิวฉ่ำวาว | ✅ | ❌ | ❌ |
| กระชับรูขุมขน | ✅ | ❌ | ❌ |
| เห็นผลทันที | ❌ | ✅ | ✅ (บางเคส) |
เทคนิคฟื้นฟู Skin Quality ในคลินิกมีอะไรบ้าง?
ในปัจจุบัน การฟื้นฟู Skin Quality มีตัวเลือกหลากหลายมากครับ ขึ้นอยู่กับปัญหาผิวที่แต่ละคนเจอ และสภาพผิวพื้นฐานที่แตกต่างกัน คลินิกส่วนใหญ่นิยมใช้ ดังนี้
Skin Booster (HA / PDRN / PN)
กลุ่มนี้คือ “การฉีดสารบำรุงเข้าสู่ผิวโดยตรง” ซึ่งช่วยฟื้นฟูผิวจากภายใน เช่น
- HA (Hyaluronic Acid): เพิ่มความชุ่มชื้น ผิวอิ่มฟู ฉ่ำวาวทันที
- PDRN (จาก DNA ปลาแซลมอน): กระตุ้นการซ่อมแซมเซลล์ ลดการอักเสบ
- PN / Nucleofill: เสริมโครงสร้างเซลล์ผิวลึกระดับ DNA
เหมาะกับ: ผิวแห้ง ขาดน้ำ ผิวอ่อนล้า รูขุมขนกว้าง
Rejuran Healer
หนึ่งในโปรแกรมยอดนิยมสำหรับผู้ที่ต้องการฟื้นฟูผิวลึกจากระดับเซลล์ ใช้สารสกัดจาก DNA ปลาแซลมอนเช่นกัน แต่เน้น กระตุ้นกระบวนการซ่อมแซมตามธรรมชาติของร่างกาย
- ฟื้นฟูเซลล์ที่เสื่อมสภาพ
- ผิวแน่นขึ้น กระจ่างใสขึ้น
- ลดความไวต่อการระคายเคือง
เหมาะกับ: ผิวแพ้ง่าย ผิวบาง คนที่เคยทำเลเซอร์บ่อยๆ
Exosome Therapy
เทคโนโลยีใหม่ที่กำลังมาแรง! ใช้ นาโนโมเลกุลสื่อสารของเซลล์ (Exosome) ซึ่งเป็นกลไกสื่อสารของเซลล์ในการซ่อมแซมตนเอง โดยเฉพาะ:
- กระตุ้นการสร้างคอลลาเจน
- ลดการอักเสบของผิว
- เพิ่มความยืดหยุ่น
เหมาะกับ: ผู้ที่ต้องการฟื้นฟูผิวเร่งด่วนหลังทำหัตถการหนักๆ
Mesotherapy (Meso Bright / Meso Glow)
การฉีดสารบำรุงผิวสูตรเฉพาะเข้าไปในผิวชั้นตื้น เช่น วิตามิน C, กลูต้า, โคเอนไซม์ ฯลฯ เพื่อฟื้นฟูเฉพาะด้าน เช่น:
- ลดความหมองคล้ำ
- เพิ่มความกระจ่างใส
- ผิวเรียบเนียนแบบ Glass Skin
เหมาะกับ: คนที่มีผิวคล้ำแดด ผิวโทรม พักผ่อนน้อย
Pico Laser / Q-Switch Laser
เลเซอร์ที่ใช้พลังงานความถี่สูงเข้าไปกระตุ้นการผลัดเซลล์ผิวใหม่
- ทำให้สีผิวสม่ำเสมอ
- รอยดำ รอยสิวจางลง
- ผิวดูใสขึ้นแบบไม่ต้องลอก
เหมาะกับ: ผิวมีรอยดำ ฝ้า กระ หรือสีผิวไม่สม่ำเสมอ
ฟิลเลอร์ปรับสภาพผิวที่ Smooth Clinic มีอะไรบ้าง
Belotero Revive
ฟิลเลอร์งานผิวตัวแรกของโลกที่มีการผสมผสานสาร Hyaluronic acid และ Glycerol ไว้เข้าด้วยกัน เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการฟื้นฟูผิว Hyaluronic acid มีคุณสมบัติในการอุ้มน้ำ คงความชุ่มชื้นและความยืดหยุ่นผิวได้ดี สามารถกักเก็บรักษาน้ำในร่างกายไว้ได้ถึง 1,000 เท่า และยังช่วยในการกระตุ้นสร้างคอลลาเจน ฟื้นฟูและปรับสภาพผิวที่เสื่อมสภาพลงได้ Glycerol มีคุณสมบัติในการดูดซึมน้ำและความชุ่มชื้นจากผิวหนังด้านในสู่ผิวหนังด้านนอก เปรียบเสมือนเกราะล็อกความชุ่มชื้น ที่ช่วยเสริมให้ Hyaluronic acid สามารถยึดเกาะกับผิวได้อย่างมีประสิทธิภาพและให้ผลลัพธ์ที่ยาวนานยิ่งขึ้น โดยให้ผลลัพธ์ยาวนานประมาณ 6-9 เดือน การฉีด Belotero Revive สามารถฟื้นฟูและปรับคุณภาพผิวได้อย่างล้ำลึก ผิวเนียนเด้ง ฉ่ำวาว ดูชุ่มชื้น อิ่มฟู แก้ไขปัญหาผิวแห้ง มีริ้วรอยร่องตื้น ผิวไม่กระชับ รูขุมขนกว้าง
Juvederm Volite
เป็นฟิลเลอร์ Hyaluronic acid ที่มีโมเลกุลขนาดเล็กและอ่อนนุ่มมากที่สุดในเทคโนโลยี Vycross ซึ่งเป็นเทคโนโลยีที่ถูกพัฒนาขึ้นโดยบริษัท Allergan จากประเทศอเมริกา เพื่อให้ฟิลเลอร์มีคุณสมบัติที่ดีในการกักเก็บน้ำและคงความชุ่มชื้นในผิวหนังได้ยาวนานถึง 9 เดือน หลังฉีด Juvederm Volite จะไม่เป็นก้อน สามารถยึดเกาะกับผิวได้ดี ช่วยเพิ่มความชื้นให้แก่ผิวจากภายในสู่ภายนอก ปรับสภาพผิวด้านนอกให้ดีขึ้น เผยผิวเนียนเด้ง ลดริ้วรอย รูขุมขนกระชับ
Flore Aqua-s
เป็น Biphasic Filler ที่ผสมผสานระหว่าง Cross-linked HA และ Non cross-linked HA เข้าไว้ด้วยกันโดยใช้เทคโนโลยี HCCL (Highly Completed Cross-Linking)ในการผลิต ที่มีโครงสร้างแบบ 3D Matrix ทำให้ฟิลเลอร์มีความคงตัวสูง อยู่ได้นาน นอกจากนี้ยังมีเทคโนโลยี PP-Process (Particle Plastic Process) ที่ทำให้โมเลกุลของฟิลเลอร์มีขนาดเท่าๆกัน จึงมีความเป็นธรรมชาติ กลืนเข้ากับผิวได้ดี ลักษณะของฟิลเลอร์ Flore Aqua-s จะเป็นเนื้อเจลเหลวที่บางเบา และโมเลกุลเล็ก ทำให้สามารถปรับสภาพผิวหน้าได้ดี ช่วยฟื้นฟูผิวและกระตุ้นสร้างคอลลาเจนในผิว รวมถึงเพิ่มความชุ่มชื้นให้ผิวอิ่มน้ำฉ่ำวาว ให้ผลลัพธ์ยาวนานประมาณ 6-8 เดือน
ใครบ้างที่เหมาะกับ Skin Quality?
หลายคนมักเข้าใจผิดว่าการดูแล Skin Quality เป็นเรื่องของ "ผิวแห้งหรือผิวโทรม" เท่านั้น แต่จริงๆ แล้ว หมออยากให้มองว่า การฟื้นฟู Skin Quality คือการเสริมสร้าง “พื้นฐานผิวที่ดี” ซึ่งเหมาะกับเกือบทุกสภาพผิวเลยครับ โดยเฉพาะคนในกลุ่มเหล่านี้
- คนที่รู้สึกว่า “ผิวไม่ใสเท่าที่ควร” แม้จะดูแลผิวดี ใช้สกินแคร์ครบ แต่ผิวยังดูหมอง คล้ำง่าย หรือแต่งหน้าแล้วไม่ติด → แสดงว่าโครงสร้างผิวอาจเริ่มเสื่อม ต้องการการกระตุ้นจากภายใน
- ผิวแห้ง ขาดน้ำ รูขุมขนกว้าง ลักษณะผิวแบบนี้บ่งชี้ถึง คุณภาพผิวที่ไม่สมดุล เช่น ชั้นผิวขาดน้ำหรือคอลลาเจนลดลง การฟื้นฟู Skin Quality จะช่วยเติมน้ำและฟื้นฟูความแน่นของผิว ทำให้ผิวเนียนละเอียดขึ้น
- คนที่เริ่มมีริ้วรอยเล็กๆ หรือผิวขาดความยืดหยุ่น แม้จะยังไม่ถึงขั้นต้องฉีดฟิลเลอร์หรือโบท็อกซ์ แต่ผิวที่ดู “เหนื่อยง่าย” หรือ “ไม่สดใสเหมือนเมื่อก่อน” เป็นสัญญาณให้เริ่มดูแล Skin Quality ได้แล้ว
- ผู้ที่เคยทำเลเซอร์หรือทรีตเมนต์มาหนักๆการฟื้นฟูผิวด้วยเลเซอร์หรือ HIFU หลายครั้ง อาจทำให้โครงสร้างผิวบางลงหรือเซลล์ผิวอ่อนแอได้ครับ ในเคสแบบนี้ การฟื้นฟู Skin Quality ด้วย Exosome, Rejuran หรือ Skin Booster จะช่วย เสริมเกราะผิวให้กลับมาแข็งแรง
- ผู้ที่อยากได้ลุคผิวใสแบบ “Glass Skin” ฉ่ำวาวธรรมชาติ หมอขอบอกเลยว่า เทรนด์ผิวใส ฉ่ำวาวแบบเกาหลีไม่ได้มาจากการทาครีมอย่างเดียวครับ แต่ต้องอาศัยการฟื้นฟูผิวลึกให้ผิวดูสุขภาพดีจากภายใน
Skin Quality ช่วยอะไรได้บ้าง?
หลายคนอาจจะยังไม่แน่ใจว่า “ดูแล Skin Quality แล้วจะได้อะไร?” หรือ “ทำแล้วต่างจากการทาครีมยังไง?” การฟื้นฟู Skin Quality ที่คลินิกสามารถช่วยให้ผิวดีขึ้นได้ในหลายด้าน ทั้งโครงสร้าง ความรู้สึก และความเปล่งปลั่งของผิว ดังนี้ครับ
- เพิ่มความชุ่มชื้นให้ผิวจากภายใน ผิวที่ขาดน้ำจะดูหมอง ไม่สดใส และแต่งหน้าติดยาก การฉีด Skin Booster หรือการใช้เทคโนโลยีเติมความชุ่มชื้นลึก (deep hydration) ช่วยให้ผิวกลับมาอิ่มฟู ดูฉ่ำวาวขึ้นตั้งแต่ภายในโดยไม่ต้องพึ่งเมคอัพ
- ผิวละเอียดขึ้น รูขุมขนเล็กลง การฟื้นฟู Skin Quality ช่วยกระตุ้นการสร้างคอลลาเจนและอิลาสติน ทำให้โครงสร้างผิวแน่นขึ้น ส่งผลให้รูขุมขนดูกระชับขึ้น ผิวเรียบเนียนขึ้น และสัมผัสแล้วลื่นมือ
- ผิวฉ่ำวาว ดูอิ่มฟูแบบ Glass Skin เมื่อผิวมีทั้งความชุ่มชื้น คอลลาเจน และโครงสร้างผิวที่ดี จะส่งผลให้ผิวสะท้อนแสงได้ดี ดูอิ่มน้ำ เปล่งประกายแบบธรรมชาติ นี่คือเคล็ดลับเบื้องหลังผิวใสแบบเกาหลีที่หลายคนใฝ่ฝัน
- สีผิวสม่ำเสมอ ลดรอยดำและจุดด่างดำ ในเคสที่มีปัญหาผิวหมองคล้ำ สีผิวไม่เท่ากัน หรือมีรอยดำจากสิว การฟื้นฟู Skin Quality จะช่วยเร่งกระบวนการผลัดเซลล์ผิวใหม่ และฟื้นฟูเม็ดสีให้เป็นธรรมชาติขึ้น
- ผิวแข็งแรงขึ้น ลดอาการระคายเคือง โดยเฉพาะการใช้ Exosome หรือ Rejuran ซึ่งเป็นเทคนิคที่เน้นการซ่อมแซมเซลล์และฟื้นฟูเกราะป้องกันผิว (Skin Barrier) ช่วยให้ผิวตอบสนองต่อสภาพแวดล้อมได้ดีขึ้น ไม่ไวต่อแดด ลม หรือฝุ่นเหมือนแต่ก่อน
- ผิวฟื้นตัวไวหลังทำเลเซอร์หรือหัตถการอื่น การดูแล Skin Quality เป็นพื้นฐานสำคัญที่ช่วยให้ผิวฟื้นตัวไวขึ้นหลังทำเลเซอร์ HIFU หรือทรีตเมนต์แรงๆ เพราะผิวที่แข็งแรงจากภายในจะมีความสามารถในการซ่อมแซมตัวเองได้ดีขึ้น
ขั้นตอนการทำ Skin Quality
สำหรับใครที่กำลังวางแผนมาฟื้นฟูผิวที่คลินิก อาจสงสัยว่า "ต้องเตรียมตัวยังไง?" หรือ "ต้องใช้เวลานานไหม?" วันนี้หมอจะมาอธิบายขั้นตอนแบบละเอียดให้เข้าใจง่าย ไม่ว่าจะเป็นครั้งแรกที่ทำหรือเคยทำมาแล้วก็ตามครับ
การเตรียมตัวก่อนทำ
ก่อนเข้ารับบริการ หมอแนะนำให้เตรียมตัวเล็กน้อยเพื่อให้ผลลัพธ์ออกมาดีที่สุด และลดความเสี่ยงของผลข้างเคียง เช่น:
- งดยา/วิตามินบางชนิด เช่น แอสไพริน, วิตามินอี, น้ำมันปลา หรือยาที่มีผลต่อการแข็งตัวของเลือด อย่างน้อย 3-5 วันก่อนทำ
- หยุดใช้กลุ่มสกินแคร์ที่มีกรด AHA, BHA, Retinol เพื่อไม่ให้ผิวบางหรือระคายเคืองขณะทำทรีตเมนต์
- งดการแว็กซ์ สครับ หรือเลเซอร์บริเวณที่ทำ ประมาณ 3-7 วันล่วงหน้า
- งดแต่งหน้ามาในวันที่รับบริการ เพื่อความสะอาดและปลอดเชื้อในบริเวณที่ทำ
ขั้นตอนระหว่างทำ
ในวันที่มาทำจริง จะมีขั้นตอนที่คลินิกดูแลอย่างใกล้ชิด โดยปกติจะใช้เวลาทั้งหมดประมาณ 30-60 นาที แล้วแต่ชนิดของหัตถการ:
- ซักประวัติโดยแพทย์ เพื่อวิเคราะห์สภาพผิว ปัญหา และเลือกวิธีที่เหมาะสมที่สุด
- ทำความสะอาดใบหน้า ล้างเครื่องสำอางและสิ่งตกค้างเพื่อเตรียมผิว
- ทายาชา (ถ้าจำเป็น) กรณีใช้เข็มหรืออุปกรณ์ที่มีความรู้สึกเล็กน้อย
- เริ่มทำทรีตเมนต์ตามชนิดที่เลือก เช่น ฉีด Skin Booster, Rejuran, เลเซอร์ Pico ฯลฯ
- ประคบเย็นหรือมาส์กปลอบประโลมผิวหลังทำ
ความรู้สึกระหว่างทำเจ็บไหม?
ความรู้สึกระหว่างทำขึ้นอยู่กับชนิดของทรีตเมนต์ครับ
- Skin Booster / Rejuran: อาจรู้สึกเจ็บจี๊ดๆ บ้างช่วงฉีด แต่จะใช้ยาชาช่วยลดความรู้สึก
- Exosome: มักฉีดร่วมกับ Meso รู้สึกคล้ายการจิ้มเบาๆ
- เลเซอร์ (Pico/Q-Switch): อุ่นๆ หรือรู้สึกดีดเบาๆ แต่ไม่ถึงกับเจ็บ
ถ้าคุณกังวลเรื่องความรู้สึกตรงนี้ หมอสามารถประเมินและปรับเทคนิคเพื่อให้สบายที่สุดได้ครับ
หลังทำ Skin Quality ต้องดูแลตัวยังไง?
หลังการฟื้นฟู Skin Quality ไม่ว่าจะเป็นการฉีด Skin Booster, Rejuran, Exosome หรือทำเลเซอร์ผิวใส การดูแลตัวเองในช่วง 24–72 ชั่วโมงแรก มีผลต่อผลลัพธ์ระยะยาวมากเลยครับ หมอจะอธิบายแบบเข้าใจง่าย พร้อมแนะแนวทางดูแลแบบละเอียดตามนี้เลย
ควรหลีกเลี่ยงอะไรบ้าง?
หลังทำผิวจะยังอยู่ในช่วงที่ “อ่อนไหว” กว่าปกติ จึงควรหลีกเลี่ยงสิ่งกระตุ้นต่างๆ ดังนี้:
- งดแต่งหน้า / ลงรองพื้น อย่างน้อย 24 ชั่วโมง
- หลีกเลี่ยงแสงแดดจัด และควรทาครีมกันแดดสม่ำเสมอ
- งดออกกำลังกายหนัก / ซาวน่า / อบไอน้ำ 1–2 วัน
- งดสครับผิว / กรดผลไม้ / เรตินอล 3–5 วัน
- หลีกเลี่ยงการจับหน้า / เกาบริเวณที่ทำ
ใช้สกินแคร์อะไรเพิ่มเติมได้บ้าง?
หลังทำผิวจะตอบสนองดีต่อการบำรุง จึงควรเลือกผลิตภัณฑ์ที่เน้นการปลอบประโลมและเสริมเกราะผิว เช่น:
- มอยส์เจอร์ไรเซอร์สูตรอ่อนโยน เพื่อเพิ่มความชุ่มชื้นและลดการระคายเคือง
- เซรั่มบำรุงผิวที่มีสารลดการอักเสบ เช่น B5, Allantoin, Centella Asiatica
- ครีมกันแดดสูตรสำหรับผิวแพ้ง่าย เลือกค่า SPF 30 ขึ้นไป และไม่มีน้ำหอม แอลกอฮอล์
หมอแนะนำให้หลีกเลี่ยงผลิตภัณฑ์ที่มีส่วนผสมของกรด (AHA/BHA/Retinol) ชั่วคราวจนผิวแข็งแรงขึ้นครับ
ต้องพักฟื้นนานไหม?
- โดยทั่วไป ไม่ต้องพักฟื้น ครับ แต่บางคนอาจมี รอยแดงหรือบวมเล็กน้อย ในบริเวณที่ทำ ซึ่งมักหายภายใน 1–3 วัน
- หากเป็นการฉีดหรือเลเซอร์ลึกมากๆ อาจมี จุดช้ำ เล็กน้อย ซึ่งสามารถแต่งหน้ากลบได้ในวันถัดไป
ราคา Skin Quality โดยประมาณ
การฟื้นฟู Skin Quality มีให้เลือกหลากหลายวิธี แต่ละแบบมีจุดเด่นเฉพาะตัว และช่วงราคาที่แตกต่างกันครับ ซึ่งหมอขอแบ่งราคาโดยประมาณตามชนิดของหัตถการที่นิยมใช้ในคลินิก ดังนี้
Skin Booster (HA / PDRN / PN)
- ราคาเฉลี่ย: 4,000 – 12,000 บาท/ครั้ง
- ขึ้นกับชนิดของสารบำรุง เช่น
- HA ธรรมดา: เริ่มต้น 4,000–6,000 บาท
- PDRN (DNA แซลมอน): เริ่มที่ 6,000–9,000 บาท
- PN หรือ Nucleofill: อยู่ที่ 8,000–12,000 บาท
Rejuran Healer
- ราคาเฉลี่ย: 6,000 – 15,000 บาท/ครั้ง
- มีหลายรุ่น เช่น Rejuran Classic, Rejuran i (ใต้ตา), Rejuran S (หลุมสิว)
Exosome Therapy
- ราคาเฉลี่ย: 9,000 – 18,000 บาท/ครั้ง
- เป็นเทคโนโลยีระดับ cellular repair เหมาะสำหรับผู้ที่ต้องการผลลัพธ์ที่ลึกและชัดเจน
Meso Bright / Meso Glow
- ราคาเฉลี่ย: 1,500 – 3,500 บาท/ครั้ง
- เหมาะกับคนที่เน้นผิวใส ลดความหมองคล้ำ และต้องการผลลัพธ์เร็วในช่วงสั้น
Pico Laser / Q-Switch
- ราคาเฉลี่ย: 3,000 – 7,000 บาท/ครั้ง
- ช่วยเรื่องผิวกระจ่างใส ลดจุดด่างดำ สีผิวไม่สม่ำเสมอ
การทำ Skin Quality มีผลข้างเคียงไหม?
การฟื้นฟู Skin Quality ด้วยหัตถการทางการแพทย์ถือว่าเป็นการรักษาที่ปลอดภัยสูงครับ โดยเฉพาะเมื่อทำโดยแพทย์ผู้เชี่ยวชาญในคลินิกที่ได้มาตรฐาน อย่างไรก็ตาม ทุกหัตถการย่อมมี “ผลข้างเคียงเล็กน้อยที่พบได้บ้าง” ซึ่งส่วนใหญ่จะเป็นอาการชั่วคราว และหายได้เองภายในไม่กี่วันครับ
อาการที่ถือว่า "ปกติ" หลังทำ Skin Quality
- รอยแดง / รอยบวมเล็กน้อย เกิดจากเข็มหรือเลเซอร์กระตุ้นผิว → หายได้ภายใน 1–3 วัน
- อาการรู้สึกตึงผิวเล็กน้อย หรือคันยิบๆ เป็นผลจากการกระตุ้นเซลล์ผิว ทำให้รู้สึกเหมือนมีไฟฟ้าเบาๆ หรืออุ่นๆ
- รอยช้ำบางจุด (เฉพาะกรณีใช้เข็ม) โดยเฉพาะในคนที่เส้นเลือดใต้ผิวเยอะ แต่สามารถแต่งหน้ากลบได้ และจะจางใน 3–7 วัน
- มีสะเก็ดเล็กๆ หรือผิวลอกบางบริเวณ อาจเกิดในเคสที่ใช้เลเซอร์กระตุ้นผิวลึก → หายได้เองและไม่ควรแกะสะเก็ด
อาการที่ "ควรปรึกษาแพทย์ทันที"
- บวมแดงร้อนนานเกิน 3 วัน
- ปวดหรือกดเจ็บมากผิดปกติ
- มีผื่นคันทั้งใบหน้า หรือเกิดตุ่มน้ำ
- มีไข้ หนาวสั่นร่วมด้วย (หายากมาก)
หากพบอาการเหล่านี้ ควรรีบกลับมาพบแพทย์เพื่อประเมินอย่างละเอียดครับ
วิธีลดความเสี่ยงของผลข้างเคียง
- เลือกทำกับแพทย์ผิวหนังหรือผู้เชี่ยวชาญด้านผิวพรรณเท่านั้น
- แจ้งแพทย์ก่อนเสมอหากมีโรคประจำตัว หรือแพ้ยาใดๆ
- ปฏิบัติตามคำแนะนำทั้งก่อนและหลังทำอย่างเคร่งครัด
- หลีกเลี่ยงการใช้ผลิตภัณฑ์ที่อาจระคายเคืองในช่วง 3–5 วันแรก
ทำ Skin Quality กี่วันเห็นผล?
เป็นคำถามยอดฮิตเลยครับว่า “ถ้าฉีด Skin Booster หรือทำเลเซอร์แล้ว จะเห็นผลเมื่อไหร่?” หมอขอบอกว่า ผลลัพธ์ของ Skin Quality ไม่ใช่แบบเร่งด่วนทันทีเหมือนฟิลเลอร์หรือโบท็อกซ์ แต่จะค่อยๆ ดีขึ้นอย่างเป็นธรรมชาติ และอยู่ได้นานกว่า เพราะเป็นการฟื้นฟูจาก “ระดับเซลล์ผิว” ครับ
ทำครั้งแรกเห็นผลเลยไหม?
- ส่วนใหญ่จะเริ่มรู้สึกว่าผิวชุ่มชื้นขึ้นทันทีหลังทำ (โดยเฉพาะ Skin Booster)
- ความฉ่ำวาว ความเนียนใสจะค่อยๆ เห็นได้ชัดขึ้นใน 3–7 วัน
- ผลลัพธ์จะเด่นชัดมากขึ้นเมื่อผิวเริ่มสร้างคอลลาเจนใหม่ในช่วง 2–4 สัปดาห์
ต้องทำกี่ครั้งถึงจะเห็นผลชัด?
แนะนำให้ทำต่อเนื่อง 3–5 ครั้ง ห่างกันทุก 2–4 สัปดาห์ แล้วแต่ชนิดหัตถการ เช่น
| หัตถการ | แนะนำจำนวนครั้ง | เว้นระยะ |
|---|
| Skin Booster (HA/PDRN) | 3–5 ครั้ง | ทุก 2–3 สัปดาห์ |
| Rejuran / Exosome | 3–4 ครั้ง | ทุก 3–4 สัปดาห์ |
| Pico Laser / Q-Switch | 4–6 ครั้ง | ทุก 2 สัปดาห์ |
ผลลัพธ์อยู่ได้นานแค่ไหน?
- ถ้าทำครบคอร์สและดูแลดี ผลลัพธ์สามารถอยู่ได้ 3–6 เดือนขึ้นไป
- ในบางรายที่ผิวตอบสนองดี หรือดูแลผิวสม่ำเสมอ อาจอยู่ได้นานถึง 9–12 เดือน
การบำรุงต่อเนื่องและหลีกเลี่ยงปัจจัยที่ทำลายผิว (เช่น แดดจัด, การสูบบุหรี่, นอนดึก) จะช่วยยืดผลลัพธ์ได้อีกมากครับ
ทำยังไงให้ผลลัพธ์อยู่ได้นาน?
หลังจากที่เราลงทุนทำหัตถการเพื่อฟื้นฟูผิวให้ใส ฉ่ำวาวขึ้นแล้ว การ “รักษาผลลัพธ์ให้ยาวนาน” ก็สำคัญไม่แพ้กันครับ เพราะแม้การฟื้นฟู Skin Quality จะช่วยสร้างคอลลาเจนและปรับโครงสร้างผิวให้ดีขึ้น แต่ถ้าเรากลับไปใช้ชีวิตแบบเดิมโดยไม่ดูแล ผลลัพธ์ก็อาจจางเร็วขึ้น
หลีกเลี่ยงสิ่งที่ทำลายผิว
- แดดจัด: รังสี UV เป็นตัวทำลายคอลลาเจนอันดับหนึ่งครับ หมอแนะนำให้ทาครีมกันแดดทุกวัน แม้ไม่ได้ออกแดดโดยตรง และควรเลือกค่า SPF 30–50 ขึ้นไป
- นอนดึก / พักผ่อนไม่เพียงพอ: ฮอร์โมนซ่อมแซมผิวจะหลั่งดีที่สุดตอนนอนช่วง 4–5 ทุ่ม
- บุหรี่ / แอลกอฮอล์: ส่งผลต่อการไหลเวียนเลือดและการฟื้นฟูเซลล์ผิวโดยตรง
ใช้สกินแคร์ที่ "เสริมผลลัพธ์"
หลังทำหัตถการ ผิวของเราจะตอบสนองต่อการบำรุงดีขึ้นมากครับ หมอแนะนำให้เลือกผลิตภัณฑ์กลุ่ม:
- มอยส์เจอร์ไรเซอร์ที่ช่วยกักเก็บน้ำในผิว เช่น เซราไมด์, กรดไฮยาลูรอน
- เซรั่มที่กระตุ้นการซ่อมแซมผิว เช่น B5, เปปไทด์, กรดอะมิโน
- สารต้านอนุมูลอิสระ เช่น วิตามินซี (ควรเริ่มใช้หลังผิวแข็งแรงแล้ว)
- หลีกเลี่ยงสกินแคร์กลุ่มผลัดเซลล์แรงๆ ถ้าไม่จำเป็น เพราะอาจทำให้ผิวบางลง
ปรับไลฟ์สไตล์แบบง่ายๆ แต่ได้ผล
- ดื่มน้ำวันละ 1.5–2 ลิตร เพื่อรักษาความชุ่มชื้นใต้ผิว
- ออกกำลังกายสม่ำเสมอเพื่อกระตุ้นการไหลเวียนเลือด
- รับประทานผัก ผลไม้ วิตามินจากธรรมชาติ และไขมันดี
สรุป
Skin Quality คือพื้นฐานของผิวสุขภาพดีที่แท้จริง ไม่ใช่แค่ผิวขาวหรือไร้สิว แต่หมายถึงผิวที่ชุ่มชื้น อิ่มฟู รูขุมขนกระชับ เรียบเนียนและแข็งแรงจากภายใน การฟื้นฟู Skin Quality ด้วยหัตถการทางการแพทย์ เช่น Skin Booster, Rejuran, Exosome หรือเลเซอร์ผิวใส จึงเป็นทางเลือกที่ช่วยปรับสมดุลผิวอย่างลึกซึ้ง ให้ผลลัพธ์ชัดเจนและยั่งยืนกว่าการบำรุงเพียงภายนอก เหมาะกับทุกสภาพผิวที่อยากให้ผิวกลับมาใส สุขภาพดี ดูฉ่ำวาวแบบไม่ต้องพึ่งเมคอัพ